พระธาตุดอยสุเทพ

ด้านการก่อสร้างและการบูรณะ ตามประวัติสร้าง พ.ศ. 1926 สมัยพระเจ้ากือนา นักวิชาการได้ศึกษาและสันนิษฐานว่า สร้างในระยะที่ 4 ช่วง พ.ศ. 2050 ถึง พ.ศ. 2100 หรือสมัยพระเจ้ากือนา เพราะเป็นยุคที่พระพุทธศาสนารุ่งเรืองมาก และนิยมสร้างพระเจดีย์ ทรงสีเหลี่ยมผสมทรงกลม เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาได้มีการบูรณะอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะสมัยพระเจ้าเกศเกล้าประมาณ พ.ศ. 2068 ตีแผ่ทองจังโกหุ้มทั้งองค์เมื่อสมัยพระเจ้าซาวคำ พ.ศ. 2081 ครั้งสุดท้ายเมื่อสมัยครูบาเจ้าศรีวิชัยและปัจจุบันกำลังปรับปรุง 

ด้านความเชื่อ พระเจดีย์องค์นี้ คนในล้านนามีความเชื่อว่าเป็นพระเจดีย์ที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่พระสุมนเถระนำมาจากศรีสัชนาลัย ซึ่งได้รับมาจากลังกา ถ้าใครได้ขึ้นไปสักการบูชาจะเป็นสิริมงคลเป็นอันมากต่อชีวิต รอบองค์พระบรมธาตุ ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ 

  1. ฉัตร 4 มุม ทำด้วยทองเหลือง สร้างโดยพระเจ้ากาวิละ กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2348 มีความหมายว่า ฉัตรเป็นสัญลักษณ์ของความร่มเย็น ซึ่งแสดงให้ถึงความสงบร่มเย็นที่ได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนาที่แผ่ไปในทั้ง 4 ทิศ 
  2. สัตติบัญชร หรือ รั้วหอก ที่อยู่รอบพระธาตุ ซึ่งมีที่มาจากเหตุการณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุของโทณพราหมณ์ เมื่อภายหลังการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เนื่องจากเกิดเหตุการณ์แย่งพระบรมสารีริกธาตุของเมืองต่างๆ เพื่อนำไปไว้บูชาประจำเมือง เหตุการณ์ในครั้งนั้น โทณพราหมณ์จึงทำหน้าที่แบ่ง โดยให้ทหารถือหอกรอบล้อมพระบรมสารีริกธาตุไว้ เพื่อป้องกันการแย่งชิง จึงเป็นที่มาของรั้วหอกรอบพระบรมธาตุ 
  3. หอยอ ลักษณะเหมือนวิหารขนาดเล็ก ประจำอยู่ 4  ด้าน ของพระบรมธาตุ ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ หมายถึงการบูชาหรือสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า (ยอคุณ) 
  4. หอท้าวโลกบาล ซึ่งเป็นหอยอดแหลมขนาดเล็ก ประจำอยู่ 4 มุมของพระบรมธาตุ หมายถึง ที่ประดิษฐานของท้าวโลกบาลทั้ง 4 ซึ่งเป็นเทพที่ปกปักรักษาสิ่งสำคัญต่างๆ 4 ทิศ ทำหน้าที่รักษาพระบรมธาตุ ได้แก่ 
    1.  ท้าวเวสสุวรรณ มียักษ์เป็นบริวาร ทำหน้าที่เฝ้ารักษาทิศเหนือ 
    2.  ท้าวธตรัฐ มีพวกคนธรรพ์เป็นบริวาร ทำหน้าที่รักษาทิศตะวันออก 
    3.  ท้าววิรูฬปักข์ มีฝูงนาคเป็นบริวาร ทำหน้าที่รักษาด้านทิศตะวันตก 
    4.  ท้าววิรุฬหก มีอสูรเป็นบริวาร ทำหน้าที่รักษาด้านทิศใต้ 
    5.  ไหดอกบัว หรือ ปูรณะฆะฏะ (ปูรณะ แปลว่า เต็ม สมบูรณ์ ฆฏะ แปลว่า หม้อ) แปลว่า หม้อที่แสดงถึงความสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงความเจริญรุ่งเรื่องของพระพุทธศาสนาในล้านนาไทย

พระธาตุดอยสุเทพ ได้องค์ความรู้ด้านศิลปะคือ การรับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยและวิวัฒนาการปะปนกับศิลปะพระเจดีย์พื้นเมือง จนกลายเป็นแบบของล้านนา ซึ่งมีส่วนประกอบทั้งองค์ ดังนี้

 ภาพที่  4.1  ภาพลายเส้นองค์พระเจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ

  •  ส่วนฐาน เป็นฐานสูงสี่เหลี่ยมรองรับฐานเขียงย่อเก็จ 3 ชั้น ซึ่งรองรับบัวคว่ำบัวลูกแก้วและบัวหงาย ต่อจากนั้นจะเป็นหน้ากระดานที่รองรับบัวถลาอีกทอดหนึ่ง
  •  ส่วนกลาง องค์ระฆัง เป็นบัวถลา 4 ชั้น วางเรียงลดหลั่นกันไปจากบัวใหญ่ไปถึงบัวน้อยซึ่งเป็นฐานรองรับองค์ระฆัง 12 เหลี่ยม
  •  ส่วนยอด มีรัตนบัลลังก์ที่คอระฆังต่อจากนั้นเป็นเสาหานรองรับบัวฝาละมี รองรับปล้องไฉน 12 ปล้อง ใหญ่น้อยเรียงลดหลั่นตามลำดับเหนือปล้องไฉนเป็นปลียอด

เจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพยังมีความเชื่อเรื่องปีเกิดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยมีความเชื่อว่าคนที่เกิดปีมะแม หรือปีแพะ จะต้องมาบูชาองค์พระเจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ เพราะในสังคมไทย ความเชื่อเรื่องปีนักษัตรที่สัมพันธ์กับปีเกิดและการนับอายุของแต่ละคนเป็นที่รับรู้กันอย่างแพร่หลาย ในแต่ละปีนักษัตรจึงกำหนดด้วยสัญลักษณ์เป็นสัตว์ประจำปีเกิด หรือที่เรียกว่า 12 นักษัตร

โดยรายละเอียดองค์ประกอบของพระธาตุดอยสุเทพมีดังนี้

องค์ประกอบของพระธาตุดอยสุเทพ

  • ลูกแก้ว คือ องค์ประกอบส่วนที่ปลายยอดสุดของเจดีย์ นิยมทำเป็นรูปทรงกลม บางแห่งทำเป็นรูปคล้ายหยดน้ำ บางครั้งเรียกว่า “เม็ดน้ำค้าง”
  • ปลี คือ องค์ประกอบของยอดเจดีย์ส่วนที่ทำเป็นรูปกรวยกลมเกลี้ยงคล้ายปลีกล้วย ต่อจากส่วนของปล้องไฉนขึ้นไป
  • ปล้องไฉน คือ ชื่อเรียกส่วนปลายที่เป็นยอดแหลมของเจดีย์ ซึ่งทำเป็นบัวลูกแก้วคั่นเป็นข้อๆ ใหญ่เล็กลดหลั่นลงตลอดแท่ง
  • ก้านฉัตร คือ องค์ประกอบทางโครงสร้างของเจดีย์ ที่ทำเป็นรูปทรงกระบอกกลม ทำหน้าที่เทินรับปล้องไฉนให้ตั้งฉาก
  • บัลลังค์ คือ องค์ประกอบสำคัญที่ทำเป็นรูป “ฐานปัทม์” 12 เหลี่ยมย่อมุม วางเทินเหนือหลังองค์ระฆัง เพื่อตั้งรับ “ก้านฉัตร”
  • องค์ระฆังคือ องค์ประกอบส่วนที่สำคัญที่สุดของพระเจดีย์ในฐานะตัวเรือนของอาคาร ที่ทำเป็นรูปทรงกลมปากผายคล้ายระฆังคว่ำปากลง ในงานสถาปัตยกรรมไทยองค์ระฆังนี้มีทั้งแบบทรงกลม ทรง 8 เหลี่ยม ซึ่งหมายถึง มรรค 8 และทรง 4 ซึ่งหมายถึง พรหมวิหารสี่ เหลี่ยมย่อมุมตามคตินิยมของแต่ละยุคสมัยที่แตกต่างกัน
  • มาลัยเถา คือ ชื่อเรียกองค์ประกอบชุดหนึ่งที่ทำเป็นชั้นของ “บัว” หรือ “ลูกแก้ว”คล้ายพวงมาลัยซ้อนต่อกันขึ้นไป 3 ชั้น ใต้บัวปากระฆัง
  • บัวถลา คือ บัวคว่ำอันเป็นส่วนประดับทำยืดอ่อนออกไป
  • หน้ากระดานบน คือ ฐานเหลี่ยมที่อยู่ระหว่างบัวถลากับบัวหงาย
  • บัวหงาย คือ ชื่อเรียกส่วนประกอบที่ทำเป็นรูปบัวหงาย บางแห่งปั้นปูนประดับเป็นรูปกลีบบัว
  • ท้องไม้ คือ ส่วนที่มีการก่ออิฐเป็นแนวยื่นออกมาสำหรับปั้นปูนพอกเข้าไปเป็นลวดบัวโค้งที่มีสันตรงกลาง
  • บัวคว่ำ คือ ชื่อเรียกส่วนประกอบที่ทำเป็นรูปบัวคว่ำ บางแห่งปั้นปูนประดับเป็นรูปกลีบบัว
  • หน้ากระดานล่างคือ ฐานเหลี่ยมที่อยู่ระหว่างบัวคว่ำกับฐานเขียง
  • ฐานเขียง คือ ชื่อเรียกฐานหน้ากระดานเกลี้ยงๆ ชั้นล่างสุดขององค์พระเจดีย์ ซึ่งแต่ละองค์แต่ละรูปแบบอาจจะมีฐานเขียงได้ตั้งแต่1-5 ชั้น ซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปแล้วแต่จะกำหนด

 

*ที่มา  :  สำนักงานโบรานคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่

You are here: Home พระธาตุดอยสุเทพ