รูปแบบและประวัติการบูรณะพระธาตุดอยสุเทพ

ประวัติและรูปแบบการสร้างองค์เจดีย์ มีวิวัฒนาการเรื่อยมา ตามความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ซึ่งอาจบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของแต่ละเมือง โดยอาศัย

จากศิลปวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น ตำนานและประวัติการสร้างองค์พระเจดีย์นั้น ส่วนมากจะเป็นตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาตามความเชื่อทางศาสนา และประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ การสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมองค์พระเจดีย์ พระธาตุดอยสุเทพ สร้างเมื่อ พ.ศ 1926 สมัยพระเจ้ากือนา

และบูรณะเป็นครั้งแรก พ.ศ. 2068 สมัยพระเจ้าเกศเชษฐราช (เกษเกล้า) พ.ศ. 2081 ภายหลังต่อมาได้ตีแผ่ทองจังโกหุ้มองค์พระเจดีย์สมัยพระเจ้าซาวคำ จากการศึกษาทำให้ทราบว่าการบูรณะองค์เจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพครั้งล่าสุดสมัยครูบาศรีวิชัย การสร้างพระเจดีย์ จะมีรูปทรงเป็นเหลี่ยมคล้ายกัน เกือบเหมือนกันในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ลำพูน น่าน เป็นต้น และตั้งประดิษฐานอยู่หลังวิหารตามความเชื่อทางศาสนา และการสร้างพระธาตุคนในสมัยโบราณ ผู้คนในสมัยโบราณจะสร้างพระธาตุเจดีย์ ต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์พอสมควร และในการสร้างต้องมีการเสี่ยงทาย ทำนาย ที่จะสร้างเพื่อให้เกิดสิริมงคล และเป็นการประดับบารมีของผู้คนในสมัยโบราณ ลักษณะองค์เจดีย์ จะมีรูปแบบและวิวัฒนาการ ตามความเจริญของบ้านเมือง โดยเฉพาะองค์เจดีย์นับว่าเป็นตัวบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ในยุคนั้นๆ องค์เจดีย์ถูกสร้างตามคติความเชื่อในพุทธศาสนามีพัฒนาการตามแต่ละยุคสมัยของท้องถิ่นนั้นๆ เปลี่ยนแปลงผสมผสานของแต่ละท้องถิ่นเข้าด้วยกัน แต่ก็ยังคงคติความเชื่อเดิมอยู่

ภาพที่  4.13  ลักษณะรูปแบบศิลปกรรมแบบละเอียด ที่มา  :  สำนักงานโบรานคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่

 รูปแบบขององค์พระบรมธาตุเจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ

ลักษณะรูปแบบศิลปกรรม องค์เจดีย์ตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม ขนาด 10.20 x 10.20 เมตร ถัดขึ้นไปเป็นชั้นลูกแก้วย่อเก็จ มีเส้นลวดคาด 4 เส้น ถัดขึ้นไปเป็นชั้นบัวถลาสิบสองเหลี่ยม 3 ชั้นรองรับชั้นมาลัยเถาสิบสองเหลี่ยม 5 ชั้น ถัดขึ้นไปเป็นองค์ระฆัง 12 เหลี่ยม บัลลังก์ทำเป็นสิบสองเหลี่ยมปล้องไฉน และปลียอดทรงกลม องค์เจดีย์หุ้มด้วยแผ่นทองจังโกทั้งองค์ มีกำแพงแก้วล้อมรอบและสัปทนทั้ง 4 มุม เม็ดน้ำค้างหรือลูกแก้วองค์เจดีย์ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่บนยอดเจดีย์

 ภาพที่  4.14  เม็ดน้ำค้างหรือลูกแก้วองค์เจดีย์

 ภาพที่  4.15  ลายเส้นแบบเสดงรายละเอียดเรียกตามศัพท์สถาปัตยกรรมล้านนา

 ที่มา  :  สำนักงานโบรานคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่

 ภาพที่  4.16  ลายเส้นแบบเสดงรายละเอียดเรียกตามศัพท์สถาปัตยกรรมภาคกลาง

 ที่มา  :  สำนักงานโบรานคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่

 รูปแบบขององค์พระบรมธาตุเป็นสี่เหลี่ยมที่ได้สัดส่วนสวยงามตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ในสมัยพระเจ้าเกศเชษฐราช (เกษเกล้า) พ.ศ. 2081 ได้ทำการขยายตรงฐานเป็นสีเหลี่ยม ตกแต่งลวดลาย มีบัวคว่ำบัวหงาย ภายหลังจากการบูรณะองค์พระธาตุมีความสูง 11 วา มีความกว้างด้านละ 6 วา ซึ่งเป็นแบบล้านนาไทย แสดงออกถึงความอ่อนช้อยประณีต งดงามได้สัดส่วนที่ดี ตรงมุมเหลี่ยมของพระธาตุเจดีย์ได้ฉากกัน ขึ้นไปจนถึงยอดขององค์พระธาตุทุกมุม ทั้งนี้รูปแบบขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ที่สร้างขึ้นมาในยุคนี้ จะมีความคล้ายกัน หรือแบบเดียวกัน เพราะได้รับอิทธิพล ความเชื่อจากพระพุทธศาสนา จากการศึกษาทำให้ทราบว่าการบูรณะองค์เจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพครั้งล่าสุดสมัยครูบาศรีวิชัย และในปัจจุบัน กำลังทำการปรับปรุงเพื่อรับกับแผ่นดินไหว อันเนื่องมากจากองค์พระธาตุเคยได้รับความเสียหายมาแล้วจากเหตุแผ่นดินไหวหลายครั้ง

 ภาพที่  4.17  ความเสียหายของปลียอดที่เกิดจากเหตุแผ่นดินไหว เมื่อปี พ.ศ. 2537

 ภาพที่  4.18  ความเสียหายของปลียอดที่เกิดจากเหตุแผ่นดินไหว เมื่อปี พ.ศ. 2537

 ที่มา  :  วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

ภาพที่  4.19  ความเสียหายของปล้องไฉนเกิดจากเหตุแผ่นดินไหว เมื่อปี พ.ศ. 2537

 ที่มา  :  วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

จากการศึกษาพบว่ารูปแบบของพระธาตุดอยสุเทพเป็นรูปทรงระฆังคว่ำ แต่มีลักษณะเป็นทางแปดเหลี่ยม ซึ่งแสดงออกถึงการนับถือ คำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับ มรรค 8 และมีมุมทั้ง 4 ด้าน คือ อริยสัจ 4 ธาตุ 4 และมีการหักมุม 12 ที่ฐานเอว แสดงออกถึงคุณของมารดา ส่วนบัวคว่ำบัวหงาย แสดงถึง คติธรรมคำสอนให้คนเราดูแลกันและกัน ให้ดูความสูงความต่ำในการปฏิบัติตัวต่อกันและกัน คนอยู่ที่สูงให้ดูคนที่ต่ำกว่า คนที่อยู่ต่ำกว่าให้ดูคนที่อยู่สูงกว่า คือความสำเร็จของชีวิต เป็นต้น

 ความจริงแล้วการสร้างเจดีย์ถือว่าเป็นแบบอย่างของการเผยแพร่ศาสนาเช่นกัน ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการสอดแทรก คติธรรม ความหมาย ของแต่ละชนิดขององค์เจดีย์ ตามความเชื่อและแบบอย่าง ซึ่งแต่ละแบบขององค์เจดีย์จะเกี่ยวข้องกับศิลปะ คือจะมีสัดส่วน องค์ประกอบ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคติธรรม ศาสนา ตลอดถึงจักรวาล

 องค์เจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นรูปแบบที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด ของรูปแบบองค์เจดีย์ ในยุคพุทธศตวรรษที่ 21 นอกจากนี้รูปแบบขององค์พระเจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ ถือว่าเป็นแบบอย่างของเจดีย์ทางพระพุทธศาสนาที่มีการพัฒนาและลงตัวที่สุด ภาพที่  4.20  ผังแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาผู้ครองเมือง เหตุการณ์ การสร้างและการบูรณะองค์พระเจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพรชวรวิหาร

 พัฒนาการขององค์พระบรมธาตุเจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ

 การพัฒนาองค์พระธาตุเป็นการทำนุบำรุงเพื่อให้คงสภาพเดิมไว้ โดยอาศัยความศรัทธาเพราะคนในเมืองเชียงใหม่ มีความนับถือองค์พระธาตุเป็นอันมาก จึงยอมให้มีการพัฒนาและปรับปรุงองค์พระธาตุ เพื่อให้คงอยู่ต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน เพราะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธทั่วสารทิศ ในการพัฒนาหรือบูรณะแต่ละครั้งองค์พระธาตุดอยสุเทพ มีพัฒนาการในด้านอุปกรณ์และวัสดุแต่งเติมเท่านั้น แต่ยังคงสภาพรูปแบบองค์จริงๆ แล้วคงรูปแบบเดิมอยู่

 ตำราพื้นเมืองเชียงใหม่ จากฉบับใบลาน (2514) บันทึกการสร้างเจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพไว้ดังนี้ ในปีล้วงไก๊ จุลศักราช 733 พระเจ้ากือนามหาราชและพระ

สุมนเถระเจ้า มีความปรารถนาใคร่จะสถาปนาพระสารีริกธาตุเจ้าทั้ง 2 องค์ ไว้ในเสฎฐสถาน จึงทรงปรึกษากันว่า เสฎฐสถานอันควรแก่การสถาปนาพระสารีริกธาตุพระพุทธเจ้าองค์วิเศษนี้ ยังไม่ปรากฏแก่เราทั้งหลาย เมื่อจะแสวงหาที่อันควรสร้างสถูป

เจดีย์ จึงเชิญผอบพระสารีริกธาตุ ขึ้นสถิตเหนือเสวรตรคชาธารช้างมงคลอธิษฐานเสี่ยงช้างพระที่นั่งปล่อยไป ส่วนท้าวเธอก็รับสั่งให้ประโคมดุริยดนตรี ไปตามหลังมงคลหัตถี

 ภาพที่  4.21  อนุสาวรีย์ช้างเผือกหรือเรียกอีกชื่อว่ากู่ช้างเผือก

ด้วยยศบริวารเป็นอันมาก ช้างมงคลแผดเสียง 3 ครั้ง แล้วก็บ่ายหน้าไปสู่ประตูหัวเวียง ตรงต่ออุจฉุบรรพต (คือดอยสุเทพ) ได้ไปหยุดอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่ง พระเจ้ากือนาและพระสุมนเถระเจ้า เข้าพระทัยว่า ช้างมงคลจะหยุดอยู่เพียงนี้ แต่หาได้หยุดอยู่ในที่นั้นไม่ ได้เดินทางต่อขึ้นไปอีก ภูเขาที่ช้างหยุดชั่วครู่หนึ่งนี้เรียกว่า “ดอยช้างนาน” บ้าง “ดอยช้างนูน” บ้าง “ดอยหมากหนุน” บ้างตราบเท่าทุกวันนี้ ช้างมงคลตัวนี้ได้ขึ้นไปถึงยอดดอยอีกแห่งหนึ่ง พระเจ้ากือนาและพระสุมนเถระเจ้า เห็นสนามราบเรียบเป็นอันดี ปรารถนาจะสถาปนาพระบรมธาตุเจ้า ไว้บนภูเขาลูกนั้น จึงทรงปรึกษากันว่าสนามนี้ราบเรียบดีหนอ ขออาราธนาพระบรมธาตุประดิษฐาน ณ ที่สมควรเถิด แล้วจึงเริ่มจะอัญเชิญพระบรมธาตุลงมาจากช้างมงคลหัตถี ทันใดนั้น ช้างมงคลก็ได้เดินต่อไปอีก ที่นั้นจึงเรียกกันว่า “สนามยอดดอยงาม” ภายหลังเรียกกันว่า “ดอยสามยอด” มาตราบเท่าทุกวันนี้ ช้างมงคลตัวนั้นได้เดินทางขึ้นไปโดยลำดับ จนถึงดอยวาสุเทพบรรพต จึงร้องเสียงสะเทือน 3 ครั้ง กระทำปทักษิณ 3 รอบ แล้วจึงคุกเข่าทั้ง 4 ลงเหนือยอดดอยวาสุเทพบรรพตนั้นขณะนั้น พระเจ้ากือนามีพระราชฤทัยยินดีเป็นอันมาก จึงให้ราชบุรุษทั้งหลายเปล่งเสียงสาธุการโกลาหล แล้วจึงอาราธนาพระบรมธาตุลงจากหลังช้างมงคล พอพระบรมธาตุลงจากหลังช้างเท่านั้น ช้างมงคลก็ถึงแก่ความตายในขณะนั้น แต่ตำนานโบราณว่าช้างมงคลนั้นบ่ายหน้าลงไปสู่ยอดดอยด้านตะวันตกดอยสุเทพ แล้วไปล้ม (ตาย) ณ ที่นั้น เวลาที่นี้ยังมีอนุสาวรีย์ปรากฏอยู่ เรียกว่า “กู่ช้างเผือก” อยู่หลังวิหารทิศตะวันตกของวัดพระธาตุดอยสุเทพ

 พระเจ้ากือนามหาราชและพระสุมนเถระเจ้า รับสั่งให้ขุดยอดดอยนั้นลึก 8 ศอก กว้าง 1 วา 3 ศอก แล้วเอาหินแท่นใหญ่ 6 ศอก มากระทำเป็นหีบหินใหญ่ใส่ลงในหลุมนั้น แล้วอาราธนาพระบรมธาตุ พร้อมทั้ง ผอบตั้งไว้บนหีบหินใหญ่ใส่ลงในหลุมนั้น แล้วอาราธนาพระบรมธาตุพร้อมทั้งผอบตั้งไว้บนหีบหิน และถมด้วยหินเป็นอันมาก กระทำให้ราบเรียบเป็นอันดี แล้วจึงก่อเจดีย์หลังหนึ่ง สูง 5 วา ทับบนพระบรมธาตุนั้น เพื่อเป็นที่สักการบูชาแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในปีนั้นเอง บางตำนานว่า พระบรมธาตุพระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 พระเจ้ากือนามหาราชได้รับไว้สักการบูชาก่อนถึง ปีกาบไจ้ จุลศักราช 746 (พ.ศ.1927) วันเพ็ญ เดือน วิสาขะมาส ตรงกับวันศุกร์ ฤกษ์ 16 ตัวชื่อวิสาข ในพฤษภาราศรี ท้าวเธอจึงได้อาราธนาไปสถาปนาพระบรมธาตุสุเทพนั้นปรากฏอยู่เหนือจอมเขาหลังเมืองนครเชียงใหม่สืบมาจนทุกวันนี้

ยุคที่  1  รูปแบบสมัยการก่อสร้าง

 พระมหากษัตริย์ผู้เสวยราชสมบัติในนพบุรีศรีมหานครพิงค์เชียงใหม่ ทุกๆ พระองค์ ล้วนมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระบรมธาตุสุเทพ ได้เคารพสักการะบูชาตามประเพณีสืบมาเป็นลำดับ ถัดนั้น พระราชโอรสพระเจ้าเมืองแก้ว พระนามว่า ท้าวอ้าย คือ พระเจ้าเมืองเกษเกล้า เสวยราชสมบัติ ในปีกัดเล้าจุลศักราชได้ 887 (พ.ศ. 2068) มีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระบรมธาตุสุเทพเป็นอันมาก จึงอาราธนาพระมหาญาณมงคลโพธิ ซึ่งอยู่ในวัดอโสการาม (วัดกู่ละมัก) เมืองหริภุญชัย มาฉลองพระราชศรัทธาให้เสริมพระมหาเจดีย์ใหญ่กว่าเดิม คือองค์ที่อยู่ ณ บัดนี้ ในปีเปิกเส็ดจุลศักราชได้ 900 (พ.ศ. 2081) เดือน 18 ขึ้น 13 ค่ำ วัน พฤหัสบดี ยามกองงาย 2 ลูกนาทีปลายบาตร์น้ำ ฤกษ์ 12 ตัว ชื่ออุตตราคุณ มหาเจดีย์เจ้าองค์นี้ กว้างได้ 6 วา สูงได้ 11 วา มี 4 มุม มีรูปไหดอกตั้งอยู่ 4 มุม แท่นหลวงบรเพ็ด 4 เหลี่ยม ท้องงู 2 ชั้น แต่หนาแท่นหลวงถึงปากแท่นแก้วมีกระดูกงูชั้นเดียว แต่คอลอกถึงยอดโกสกวมลูกสะระนัยมี 11 ลูก พระเจ้าเมืองเกษเกล้าได้พระราชทานกาญจนทองคำ ให้สุววรณการกช่างทองคำเป็นดอกบัวทองคำ ขจิตด้วยแก้วแล้วให้ยกขึ้น ใส่บนยอดพระเจดีย์ ในวันศุภฤกษ์ดิถีงามบริสุทธิ์ยิ่ง จึงเป็นที่เลื่องลือแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายว่า พระบรมธาตุวาสุเทพมาตราบเท่าทุกวันนี้ 

  ภาพที่  4.23  ยุคที่ 2 รูปแบบสมัยการบูรณะครั้งที่ 1 ทำการขยายองค์พระธาตุ

 พระราชโอรสพระเจ้าเมืองเกษเกล้าพระนามว่า พระเจ้าท้าวชายคำ ได้เสวยสมบัติในปีเปิกเส็ด จุลศักราช 900 (พ.ศ. 2081) ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า จึงพระราชทานทองคำหนัก 1700 บาท ตีให้เป็นทองจังโก ติดพระบรมธาตุกับเงิน 6000 บาท ให้เป็นค่าไม้สร้างวิหาร ถึงปีก่าเหม่า จุลศักราชได้ 907 ปี (พ.ศ. 2088) พระมหาญาณมงคลโพธิ ได้สร้างวิหารด้านหน้าและวิหารด้านหลัง ระเบียงรอบพระธาตุถึง 4 ด้านฝาผนังวิจิตรกรรม ลายเขียนทั้งหมด ฉลองศรัทธาถึงปีเมืองใส้ จุลศักราชได้ 919 (พ.ศ. 2100) พระมหาญาณมงคลโพธิ เป็นประธานภายใน สร้างบันไดหลวงก่อรูปนาคลงทั้งซ้ายขวา ต่อมาได้ซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ ดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้

 ภาพที่  4.24  ยุคที่ 3 รูปแบบสมัยการบูรณะครั้งที่ 2 หุ้มทองจังโก

 พระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุ มีเนื้อที่ด้านละ 6 วา 4 ด้าน รวม 24 วา ลำเลียงเหล็ก (รั้วเหล็ก) ด้านละ 7 วา 6 ศอก 4 ด้าน รวม 30 วา เหล็กลำเลียงด้านตะวันออกมี 120 เล่ม ด้านตะวันตก 120 เล่ม ด้านใต้มี 132 เล่ม ด้านเหนือมี 132 เล่ม 5 ด้านรวม 504 เล่ม มีปราสาททั้ง 4 มุม ราวเทียนด้านละ 9 วา 4 ด้าน รวม 36 วา ด้านตะวันออกมีประทีปทองเหลือง 28 ดวง ด้านตะวันตก 27 ดวง ด้านใต้ 27 ด้านเหนือ 27 ดวง มุมทั้ง 4 ก็มี 4 ดวง รวมทั้งหมดมี 113 ดวง แท่นสำหรับวางประทีป 4 มุม รวม 4 ตัว พระวิหารด้านหน้าและด้านหลัง มี 7 แป 2 ชาย ซด (มุข) หลัง ซดหน้ามีซดละห้อง ซดหลัง 2 ห้อง รวม ทั้งหมดเป็น 4 ห้อง 2 หลัง เป็น 8 ห้อง ระเบียงตะวันออกทั้ง 2 ข้าง มี 7 ห้อง ตะวันตกทั้ง 2 ข้าง มี 7 ห้อง ด้านใต้ 12 ห้อง ด้านเหนือ 12 ห้อง 4 ด้านมี 38 ห้อง นับทั้งวิหารมี46 ห้อง บริเวณภายในฝาแต่ด้านเหนือถึงด้านใต้มี 19 วา 2 ศอก แต่ด้านตะวันออกถึงด้านตะวันตกมี 22 วา แต่ประตูบริเวณถึงเทวดา 2 องค์ (บัดนี้ย้ายไปไว้นอกประตูบริเวณแล้ว) มี 9 วา นาคยาว 60 วา บันไดมี 173 ชั้น (เวลานี้มี 301 ชั้น) ลำเลียงไม้ชั้นล่างไปทางตะวันตกและตะวันออก 50 วา

ความสำคัญและคุณค่าของมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ถือได้ว่าองค์เจดีย์เป็นตัวแทนของศาสนาหรือพระพุทธเจ้า ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป มีการยกย่องสรรเสริญและเป็นที่พึ่งทางใจตลอดมา นอกจากนั้นยังเป็นการแสดงออกถึงความเคารพนับถือในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก และเป็นการแสดงออกในด้านศิลปะการก่อสร้างรูปแบบ ลวดลาย ในแต่ละยุคสมัย ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยหลักต่อจากองค์พระพุทธเจ้า คือ เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ นอกจากนั้นแล้ว องค์เจดีย์พระธาตุดอยสุเทพยังใช้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ ดังคำกล่าว ถ้ามาเชียงใหม่ ไม่ได้ไปกราบไหว้พระธาตุดอยสุเทพ ถือว่ามาไม่ถึงเมืองเชียงใหม่ องค์เจดีย์พระธาตุดอยสุเทพ นอกจากจะใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ประจำปีเกิด โดยมีเหตุผลที่เชื่อถือกันตามความเชื่อคือ คนที่เกิดปีมะแม (ปีแพะ) พระธาตุประจำปีเกิดคือ พระธาตุดอยสุเทพ คนที่เกิดปีมะแมจะต้องไปบูชาพระธาตุเจดีย์ประจำปีเกิดของตน เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว เพื่อให้ชีวิตอยู่เย็นเป็นสุขตามหลักโหราศาสตร์ ทุกๆปีจะมีประเพณีขึ้นดอยสุเทพเพื่อบูชาสักการะองค์พระธาตุเจดีย์และมีการปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นพุทธบูชา ในวันวิสาขาของทุกปี 

 การก่อสร้างพระธาตุเจดีย์นั้นมีการนำวัสดุมาใช้อย่างหลายอย่างตามภูมิปัญญาของคนในสมัยนั้น การสร้างเจดีย์นั้น วัสดุที่นำมาใช้ในการก่อสร้างองค์เจดีย์ มีหลายอย่างแล้วแต่ภูมิภาคท้องถิ่น ในสมัยโบราณโดยมากเป็นอิฐดินเผา สอดิน สอปูนหมัก ของแต่ละท้องถิ่น ศิลาแลง หินทราย เครื่องประดับ แผ่นทองจังโก ลงรักปิดทอง ของมีค่าต่างๆ แล้วแต่ความนิยมศรัทธา อิฐของคนโบราณที่ใช้สร้างเจดีย์ จะเป็นดินจอมปลวก ดองกับรำข้าว แล้วหมักให้ได้ประมาณ โดยใช้เวลาหมักประมาณ 1-2 เดือน แล้วจึงนำขึ้นมาตี จากนั้นปั้นเป็นก้อนอิฐ จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง แล้วจึงนำเข้าเตาเผา โดยใช้เวลาเผาประมาณ 2-3 คืน จึงจะได้อิฐที่สมบูรณ์ การสร้างเจดีย์ส่วนมากในอดีตจะไม่มีเหล็กเส้น จะมีแต่แกนไม้เท่านั้น และฉาบด้วยปูนขาวที่ดองไว้เพ่อให้เกิดความเหนี่ยวลื่นจากผลการสังเกต วัสดุที่ใช้สร้างองค์พระธาตุเจดีย์นั้นข้างในก็เป็นปูนขาวที่มีกรรมวิธีแบบโบราณ ที่ทำให้มีสภาพอยู่ได้นานตามภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้วทำการปิดทองจังโก ปิดทองคำเปลว ก่อนปิดทองคำเปลว มีการทารัก ทาชาด ติดทองคำเปลว ครอบทั่วทั้งองค์พระเจดีย์

 ภาพที่  4.25  ยุคที่ 4 รูปแบบสมัยการบูรณะครั้งที่ 3-4

 

ภาพที่  4.26  พัฒนาการรูปแบบขององค์พระธาตุดอยสุเทพฯตามสมัยต่างๆ

 จากประวัติการก่อสร้างและการบูรณะ ทำให้องค์พระธาตุมีอายุยืนยาวจนถึงปัจจุบัน 627 ปี โดยมีการบูรณะเสริมองค์พระธาตุที่ชำรุด ทรุดโทรมให้คงสภาพดั่งเดิม ตามรูปแบบเดิม และใช้วัสดุดั้งเดิมให้มากที่สุด นอกจากนั้นบุคคลผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระธาตุ ได้ทำการอนุรักษ์กันมา เพื่อให้พระธาตุมีอายุได้นานเท่าที่จะนานได้คือ

  1. องค์พระเจดีย์ได้ทำรั้วกั้นไว้เพื่อไม่ได้ถูกน้ำขมิ้นส้มป่อย อันจะทำให้ทองคำเปลวเสื่อมเสียหาย เพราะน้ำขมิ้นส้มป่อยมีสารเคมีประเภทกรด จะกัดทองคำเปลวให้หลุดออกได้
  2. หมั่นตรวจสอบดูลักษณะตัวองค์เจดีย์ตลอดเวลา ชำรุดตรงไหนก็ซ่อมแซม
  3. เมื่อมีการซ่อมแซมก็ศึกษาประวัติและรูปทรง ลักษณะขององค์พระเจดีย์ รวมถึงประวัติความเป็นมาว่าเป็นเช่นไร พยายามรักษาลักษณะเดิมไว้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สาเหตุเพราะการสร้างองค์พระเจดีย์เกิดจากศรัทธา ความเชื่อและภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนสมัยนั้น
  4. ช่างซ่อมแซมองค์พระเจดีย์มีความรู้ความชำนาญในเรื่องการสร้างองค์พระเจดีย์พอควร ในปัจจุบันกรมศิลป์ทำการบูรณะซ่อมแซมเพื่อรองรับแผ่นดินไหว
  5. ช่างผู้ดำเนินการอนุรักษ์ต้องมีความรู้ความเข้าใจในองค์ประกอบขององค์เจดีย์ได้เป็นอย่างดี  

ภาพที่  4.27  องค์พระบรมธาตุดอยสุเทพหลังการบูรณะในสภาพปัจจุบัน

 ที่มา  :  วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

 โดยสรุป พระธาตุดอยสุเทพ สร้างเมื่อ พ.ศ 1926 สมัยพระเจ้ากือนา และบูรณะเป็นครั้งแรก พ.ศ. 2068 สมัยเจ้าเกศเชษฐราช (เกษเกล้า) พ.ศ. 2081 ภายหลังต่อมาได้ตีแผ่ทองจังโกหุ้มองค์พระเจดีย์สมัยพระเจ้าซาวคำ จากการศึกษาทำให้ทราบว่าการบูรณะองค์เจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพโดยครั้งล่าสุดสมัยครูบาศรีวิชัย และในปัจจุบัน กำลังทำการปรับปรุงเพื่อรับแผ่นดินไหว อันเนื่องมาจากองค์พระธาตุเคยได้รับความเสียหายมาแล้วจากเหตุแผ่นดีไหวหลายครั้ง ด้านศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมขององค์พระธาตุดอยสุเทพในปัจจุบันเป็นพระเจดีย์ทรงระฆัง ย่อเหลี่ยมตั้งฐานถึงองค์ระฆัง เป็นศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากสุโขทัยและลังกา ด้านความเชื่อโดยทั่วไป พระธาตุดอยสุเทพ ทุกคนมีความเชื่อว่า เป็นที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ใครได้เคารพสักการะจะเป็นสิริมงคลยิ่งต่อชีวิต โดยกายภาพการก่อสร้างต้องอยู่หลังพระวิหารตามแบบฉบับของล้านนา 

 ในแง่คิดเกี่ยวกับศิลปะและความงามของเจดีย์ก็มาจากความเชื่อ ความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา แล้วจึงแสดงออกเป็นพุทธศิลป์ จึงสร้างเจดีย์พระธาตุขึ้นมาโดยอาศัยรูปร่างรูปทรงขององค์พระพุทธเจ้าเป็นแบบและสร้างขึ้นเพื่อเป็นการบูชาคุณของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นการค้ำชูพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนต่อไป การอนุรักษ์องค์พระเจดีย์ ตามหลักของการอนุรักษ์โบราณสถาน ของกรมศิลปกร คือ อนุรักษ์รูปแบบ อนุรักษ์ฝีมือช่าง และอนุรักษ์วัสดุ

 นอกจากนั้นองค์พระธาตุมีความศักดิ์สิทธิ์ที่คู่เมืองเชียงใหม่ ความงามของศิลปกรรมนั้นส่วนมากบอกว่าได้รับอิทธิพลจากสุโขทัยและประยุกต์ให้งามกว่าสุโขทัยแต่บางท่านว่าเป็นฝีมือของศิลปินช่างของล้านนาความเชื่อที่มีต่อพระธาตุนั้นดังนี้

  1. เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของสาธุชนชาวพุทธและมวลมนุษย์
  2. เป็นสถูปบรรจุพระบรมธาตุและสิ่งของมีค่าโบราณ
  3. เป็นเครื่องหมายค้ำชูพระพุทธศาสนา
  4. เป็นการสร้างความสามัคคีในกลุ่มชนที่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา

 ด้านปรัชญาธรรม มีคติธรรมแฝงไว้แน่นอน โดยเฉพาะช่างที่ซ่อมแซมพระเจดีย์มาหลายวัดได้แสดงความคิดเห็นตามคติของบรรพบุรุษว่า พระเจดีย์ทรงระฆังประยุกต์องค์นี้เป็นปรัชญาธรรมเชิงไตรภูมิพระร่วง (เตภูมิกถา) คือ แบ่งชั้นพระเจดีย์เป็น 3 ส่วนได้แก่ ส่วนที่เป็นกามภูมิ คือ ดินแดนอบายภูมิและมนุษย์ภูมิ รวมทั้งสุคติภูมิ รวมทั้งสุคติภูมิ คือ สวรรค์ 6 ชั้นจะอยู่ด้านล่างตั้งแต่ฐานพระเจดีย์ขั้นไปถึงฐานบัวคว่ำ บัวลูกแก้ว บัวหงาย บัวถลา จนถึง หน้ากระดานที่รองรับองค์ระฆัง ส่วนชั้นที่เป็นองค์ระฆังเป็นชั้นพรหมรูปภูมิ เหนือองค์ระฆังตั้งแต่รัตนะบัลลังก์ ปล้องไฉนจนถึงปลียอดเป็นอรูปภูมิ ส่วนที่สูงที่สุดคือ เม็ดน้ำค้าง หมายถึง พระนิพพาน

 ส่วนปล้องไฉน 12 ปล้อง ทางล้านนา เรียกว่า บัวหมาก บางท่านเห็นว่าเป็นหลักธรรมข้อปฏิจสมุปบาท คือ ธรรมที่บอกถึงเหตุและผลที่ต่อเนื่องอาศัยซึ่งกันและกัน คือ

 เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารเพราะสังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ

 เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูปเพราะนามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะ

 เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะเพราะผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา

 เพราะเวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาเพราะตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน

 เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพเพราะภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ

 เพราะชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะเพราะชรามรณะเป็นปัจจัยให้เกิดอวิชชา

ทั้ง 12 อย่างนี้เป็นปัจจัยให้เกิดซึ่งกันและกันตลอดเวลาเพื่อพิจารณาให้เห็นทุกข์ในสังสารวัฏ

 นอกจากนี้ พระเทพวรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพรูปปัจจุบัน รองเจ้าคณะภาค 7 ได้เห็นด้วยกับปรัชญาธรรมที่แฝงไว้กับองค์พระธาตุ โดยอ้างอิงตามพระไตรปิฎกในหมวดอังคุตตรนิกาย ที่อธิบาย พุทธปรัชญาแห่งองค์สถูปเจดีย์แต่ละส่วนเป็นเครื่องแสดงถึงวิถีทางที่จะตรัสรู้อันแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างทางจิตแห่งพุทธธรรมเช่น

  1.  ฐานสี่เหลี่ยมชั้นล่างสุด หมายถึง พื้นฐานแห่งการใช้สติพิจารณาถึงสิ่งที่ทำให้เกิดกิเลส 4 ประการ คือ การพิจารณากาย เวทนา จิต และ ธรรม
  2.  ฐานสี่เหลี่ยมชั้นที่ 2 หมายถึง วิถีทางนำไปสู่ความสำเร็จ หรือ อิทธิบาท 4 ประการ มี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
  3.  ฐานรูปกลมที่รองรับองค์สถูป (มาลัยเถา) หมายถึง พลัง 5 ประการ คือ ธรรม อันเป็นกำลังเกื้อหนุนให้ถึง อริยมรรค คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และ ปัญญา 
  4.  องค์สถูปที่เป็นรูปครึ่งวงกลมหรือรูปโดมต้นกำเนิดจากรูปไข่ (อัณฑะ) เป็นศูนย์พลังแห่งการเกิดปัญญาน้ำไปสู่การตรัสรู้หรือบรรลุธรรมเป็นปัจจัย 7 ประการที่เรียกว่า โพชฌงค์ มี สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา
  5. ฉัตร หรือ ชั้นแห่งต้นไม้ แล้วกลายมาเรียกกันว่า ปล้องไฉน แต่ละองค์สถูป มีไม่เท่ากัน ที่พระธาตุดอยสุเทพ มี 12 ปล้อง น่าจะหมายถึง ปฏิจจสมุปบาท ก็ได้

ภาพที่  4.28  ความแตกต่างระหว่างที่บรรจุพระบรมธาตุดอยสุเทพฯและพระธาตุอื่นๆ

You are here: Home ประวัติการบูรณะพระธาตุดอยสุเทพ