การออกแบบวัดพระธาตุดอยสุเทพ

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าเป็นวัดอรหันต์ ซึ่งมีความผูกพันกับการสร้างถนนขึ้นบนพระธาตุดอยสุเทพ พ.ศ. 2477 หลวงศรีประกาศ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่และผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ มีความคิดที่จะนำไฟฟ้าขึ้นไปติดตั้งบนดอยสุเทพ แต่ไม่มีงบประมาณ จึงได้ขอพึ่งบุญบารมีครูบาศรีวิชัยท่านเห็นด้วยแต่ขออธิษฐานดูก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ ท่านอธิษฐานถึง 2 ครั้ง ปรากฏว่าเป็นไปได้ยากแต่การสร้างถนนขึ้นไปนั้นจะเสร็จเร็วกว่าจึงตกลงที่จะสร้างถนนขึ้นไปยังพระธาตุดอยสุเทพโดยมีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เป็นผู้ลงจอบแรกเป็นปฐมฤกษ์ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2477 ระหว่างการสร้างถนน ครูบาศรีวิชัยได้สร้างวัดขึ้นควบคู่กันไป 4 วัด โดยตั้งชื่อให้มีความหมายเกี่ยวโยงถึงขั้นคุณภาพที่ผู้ปฏิบัติธรรมพึงบรรลุได้คือมรรค ผล นิพพาน เทียบพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา 4 ชั้น อันมีความหมายว่าผู้มีกระแสจิตเบื้องต้นแห่งการเข้าสู่นิพพานวัดแรกที่สร้างคือ วัดโสดาบัน วัดโสดาปันนาราม หรือสามยอบ เรียกตามอาการของช้างที่ย่อเข่าลง 3 ครั้ง ปัจจุบันเป็นวัดร้างบริเวณของวัดผาลาด อยู่ห่างจากสถานีโทรทัศน์สีช่อง 7 มาประมาณ 1 กิโลเมตร สันนิฐานว่าเป็นวัดศรีโสดา ต่อไปอีก 4 กิโลเมตร สร้างวัดสกิทาคามีวนาราม หรือวัดผาลาด เรียกตามลักษณะของผาน้ำตกที่ลาดชัน ผู้เฒ่าผู้แก่บางท่านเล่าว่าเดิมเรียกวัดผะเลิด เพราะคนที่เดินตามช้างมาตามธารน้ำตกลื่นหกล้มกันหลายคน บ้างก็ว่าช้างก็ลื่นเหมือนกัน จึงให้ชื่อว่าวัดผะเลิด ต่อมาเรียกเป็นวัดผาลาด ตามชื่อน้ำตก ต่อไปอีก 4 กิโลเมตร สร้างวัดอนาคามีวนาราม หรือม่อนพญาหงส์ ปัจจุบันคือสันกู่ เป็นป่าช้าของวัดพระธาตุดอยสุเทพ ก่อนจะถึงโค้งขุนกันจะมีทางแยกเล็กๆ เข้าไปทางซ้ายมือ ยังสืบค้นที่มาของชื่อม่อนพญาหงส์อยู่ แต่สันนิษฐานว่า บริเวณดังกล่าวน่าจะมีหงส์ หรือนกยูงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากและน่าจะสร้างมาตั้งแต่สมัยขอม หรือละโว้ เรืองอำนาจโดยท่านสุเทวฤาษี ก่อนสร้างเมืองหิริภุญชัย ลำดับสุดท้ายบนยอดดอยสร้างอีกวัดหนึ่งเรียกว่า วัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นวัดอรหันต์ หลังจากทำบุญปอยหลวง (ฉลองสมโภช) วัดทั้ง 4 แห่งแล้วมอบให้ชาวบ้านไปเป็นผู้ดูแลวัดทั้ง 4 แห่ง

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อการสร้างพระเจดีย์เกี่ยวกับวรรณกรรมและพระคัมภีร์หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของเขาพระสุเมรุซึ่งเทียบได้กับคัมภีร์จักกวาฬทีปนีของนักปราชญ์ล้านนาที่ได้ประเด็นมากนั้นคือ เชิงไตรภูมิพระร่วงและคัมภีร์จักรวาฬทีปนี

กรมศิลปากร (2528) ไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณคดีทางศาสนาที่สำคัญเล่มหนึ่ง ในสมัยสุโขทัย ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนไทยมาก พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นหลังจากที่ทรงผนวชแล้ว และขึ้นครองราชย์ได้ 6 ปี ประมาณ พ.ศ. 1896 และเป็นวรรณคดีเล่มแรกที่เรียบเรียงในลักษณะการค้นคว้าจากคัมภีร์ต่างๆ ถึง 30 คัมภีร์ จึงมีศัพท์ทางศาสนาและภาษาไทยโบราณอยู่มาก สามารถนำมาศึกษาการใช้ภาษาในสมัยกรุงสุโขทัย ตลอดจนสำนวนโวหารต่างๆ ไตรภูมิพระร่วงมีสำนวนหนักไปในทางศาสนาโวหารและพรรณนาโวหาร ผูกประโยคยาว และใช้ถ้อยคำพรรณนาดีเด่น สละสลวยไพเราะ ก่อให้เกิดความรู้สึกด้านอารมณ์สะเทือนใจและให้จินตภาพหรือภาพในใจอย่างเด่นชัด เช่น “บ้างเต้นบ้างรำบ้างฟ้อน ระบำบันลือเพลงดุริยดนตรี บ้างดีดบ้างสีบ้างตีบ้างเป่า บ้างขับศัพท์สำเนียง หมู่นักคุณจุณกันไปเดียรดาษพื้น ฆ้องกลองแตรสังข์ระฆังกังสดาลมโหระทึกกึกก้องทำนุกดี ที่มีดอกไม้อันตระการต่างๆ สิ่งมีจวงจันทน์กฤษณาคันธาทำนอง ลบองดังเทพยดาในเมืองฟ้า สนุกนี้ทุกเมื่อบำเรอกันบ่มิวาย” 

 สรุปด้านความรู้จากไตรภูมิพระร่วง 

  1. ด้านวรรณคดี ทำให้คนชั้นหลังได้รับความรู้ทางวรรณคดี อันเป็นความคิดของคนโบราณ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของวรรณคดีไทย เช่น พระอินทร์ แท่นบัณพุกัมพล ช้างเอราวัณ เขาพระสุเมรุ ป่าหิมพานต์ต้นปาริชาติ ต้นนารีผล นรก สวรรค์ เป็นต้น
  2. ด้านภูมิศาสตร์ เป็นความรู้ทางภูมิศาสตร์ของคนโบราณโดยเชื่อว่าโลกมีอยู่ 4 ทวีป ได้แก่ ชมพูทวีป บุรพวิเทหทวีป อุตตรกุรุทวีป และอมรโคยานทวีป โดยมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง

 สรุปด้านสังคมและวัฒนธรรมจากไตรภูมิพระร่วง

  1. คำสอนทางศาสนา ไตรภูมิพระร่วงสอนให้คนทำบุญละบาป เช่น การทำบุญรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนาจะได้ขึ้นสวรรค์การทำบาปจะตกนรก แนวความคิดนี้มีอิทธิพลเหนือจิตใจของคนไทยมาช้านาน เป็นเสมือนแนวการสอนศีลธรรมของสังคม ให้คนปฏิบัติชอบซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม
  2. ค่านิยมเชิงสังคม อิทธิพลของหนังสือเล่มนี้ให้ค่านิยมเชิงสังคมต่อคนไทย ให้ตั้งมั่นและยึดมั่นในการเป็นคนใจบุญ มีเมตตากรุณา รักษาศีล บำเพ็ญทาน รู้จักเสียสละ เชื่อมั่นในผลแห่งกรรม
  3. ศิลปกรรม จิตรกรนิยมนำเรื่องราวและความคิดในไตรภูมิพระร่วงไปเขียนภาพสีไว้ในโบสถ์วิหาร โดยจะเขียนภาพนรกไว้ที่ผนังด้านล่างหรือหลังองค์พระประธาน และเขียนภาพสวรรค์ไว้ที่ผนังเบื้องบนรอบโบสถ์วิหาร

 สรุปด้านอิทธิพลต่อวรรณคดีอื่นๆจากไตรภูมิพระร่วง

มีหนังสืออ้างอิงทำนองไตรภูมิพระร่วง ที่มีผู้แต่งเลียนแบบอีกหลายเล่ม เช่น จักรวาลทีปนี ของ พระสิริมังคลาจารย์แห่งเชียงใหม่ไตรภูมิโลกวินิจฉัย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเล่าเรื่องไตรภูมิ เป็นต้น 

สรุปแล้วไตรภูมิพระร่วงมีอิทธิพลสำคัญต่อแนวคิดของกวีรุ่นหลัง โดยนำความคิดในไตรภูมิพระร่วงสอดแทรกในวรรณคดีต่างๆ เช่น ลิลิตโองการแช่งน้ำ มหาเวสสันดรชาดก รามเกียรติ์ กากีคำกลอนขุนช้างขุนแผน เป็นต้น

อุดม รุ่งเรืองศรี (2528) กล่าวไว้ว่าคัมภีร์จักกวาฬทีปนี แต่งโดยพระโพธิรังสีเถระ ในบรรดานักปราชญ์ชาวล้านนาที่เป็นพระเถระนั้น พระโพธิรังสีเถระเป็นผู้ที่อาวุโสที่สุด เป็นชาวเชียงใหม่ ผลงานของท่านปรากฏอยู่คู่กับวรรณคดีล้านนาเล่มอื่นๆ ที่มีผู้คนอ้างอิงและศึกษาทั้งทางศาสนาและประวัติศาสตร์ คือ จามเทวีวงศ์ และ สิหิงคนิทาน คัมภีร์จักรวาฬทีปนี แบ่งเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับจักรวาลออกเป็นตอนๆ จากนั้นก็อธิบายเรื่องราวตอนนั้นๆ อย่างละเอียดลออ โดยอ้างหลักฐานจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่างๆ มาประกอบ รจนาเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2063 กล่าวถึงเรื่องราวในจักรวาลหรือโลกธาตุ พรรณนาถึงภูมิที่เกิดของสัตว์ทั้งหลาย อาหารของสัตว์ ภูเขา แม่น้ำ เทวดา อสูร ดังนี้

ภาพที่  4.6  เปรียบเทียบทวีปใหญ่ทั้ง 4 กับผังจำลองวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ

  1. ภูเขา พรรณนาถึงเขาพระสุเมรุ และเขาต่างๆ ในป่าหิมพานต์
  2. สระ พรรณนาถึงสระอโนดาต กัญญมุณฑก รถกรก ฉัททันต์ กุนาล 
  3. นที พรรณนาแม่น้ำต่างๆ เช่น คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหิ 
  4. ทวีป พรรณนาชมพูทวีป อุตตรกุรุทวีป บุพพวิเทห และอมรโคยาน 
  5. ภูมิของสัตว์ต่างๆ เช่น มหานรก 8 ขุม เป็นต้น
  6. อสูร พรรณนา เวปจิตต สัมพร อสุโรช ปหารท ราหุ 
  7. ภุมมเทวดา คือ เทวดาและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือคุณประโยชน์ต่างๆ
  8. อากาศเทวดา กล่าวถึงเทพที่สถิตอยู่ในอากาศ 
  9. มเหสักขเทวดา กล่าวถึง เทวดาที่สูงศักดิ์ต่างๆ ในฉกามาวจรเทวโลก
  10. พรหม กล่าวถึง พรหมต่างๆ ในพรหมโลก

 ภาพที่  4.5  ไตรภูมิพระร่วง ภูมิ 31 ที่เป็นที่เกิดของสรรพสิ่งทั้งหลายในสากลโลกนอกจากนี้ยังได้พรรณนา หรือวินิจฉัยเบ็ดเตล็ด ประกอบด้วย เรื่องอายุ อาหาร คำนวณภูมิเรื่องต้นไม้ เรื่องโลก โลกธาตุ และเรื่องความไม่มีที่สิ้นสุด ตลอดจนคำศัพท์ต่างๆ ก็ได้อธิบายไว้เช่น ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก วิบัติภวโลก 

เมื่อพิจารณาวิธีการรจนาคัมภีร์ จะเห็นว่าพระสิริมังคลาจารย์รจนาคัมภีร์แต่ละเรื่องขึ้นเพื่ออธิบายขยายความ ที่ยากหรือค่อนข้างยากให้คนทั่วไปเข้าใจรู้เรื่องอย่างแจ่มแจ้ง อันเป็นจุดประสงค์สำคัญของผลงานกลุ่มแรก ส่วนผลงานที่รจนาใหม่คือ การอธิยายเรื่องจักรวาลนั้น ก็เพื่อต้องการให้ชาวล้านนาที่สนใจและมิได้เป็นนักปราชญ์ที่ต้องการจะทราบ เรื่องจักรวาลอย่างถ่องแท้ละเอียดพิสดาร ตามแนวของพุทธศาสนาได้สามารถเข้าใจเรื่องราวได้อย่างชัดเจนขึ้น โดยไม่ต้องค้นคว้าหาอ่านมากมาย นอกจากนี้ผลงานของพระสิริมังคลาจารย์ยังสะท้อนให้เห็นความสนใจและการใฝ่หาความรู้ด้านพุทธศาสนาและวิชาการแขนงต่างๆ ของชาวล้านนาในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 20-21 มีมากเพียงใด ทั้งยังเป็นความสนใจที่จะใฝ่หาความรู้นั้นๆ อย่างแตกฉานอีกด้วย 

ปัจจุบันนับว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจคนเชียงใหม่และคนทั้งประเทศ สมดังคำขวัญประจังหวัดเชียงใหม่ว่า ดอยสุเทพเป็นศรี ประเพณีเป็นสง่าบุปผาชาติล้วนงามตา งามล้ำค่านครพิงค์

อีกประการหนึ่ง ความนิยมสร้างพระเจดีย์ไว้ด้านหลังวิหารเสมอ จวบจนปัจจุบันมีส่วนที่เป็นปัจจัยของความเชื่อที่สร้างพระธาตุบนภูเขามี 3 ประการคือ

  1.  คนล้านนาผูกพันกับภูเขามาตลอดโดยเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่
  2.  ภูเขามีความโดดเด่นถ้าสร้างพระธาตุจะมีความศักดิ์สิทธิ์
  3.  เพื่อหวังผลทางการปกครองของผู้นำเพราะในล้านนามีคนอยู่หลายชาติพันธุ์

 

 ด้านปรัชญาธรรม ความคิดเห็นตามคติของบรรพบุรุษด้านการช่าง บางท่านโดยเฉพาะช่างที่ซ่อมแซมพระเจดีย์มาหลายวัด และพระเถระบางรูปกล่าวไว้ว่า พระเจดีย์ทรงระฆังประยุกต์องค์นี้ เป็นปรัชญาธรรมเชิงไตรภูมิพระร่วง (เตภูมิกถา) คือแบ่งชั้นพระเจดีย์เป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นกามภูมิ คือดินแดนอบายภูมิและมนุษยภูมิ รวมทั้งสุคติภูมิ คือ สวรรค์ 6 ชั้น จะอยู่ด้านล่าง ตั้งแต่ฐานพระเจดีย์ขึ้นไปถึงฐานบัวคว่ำ บัวลูกแก้ว บัวหงาย บัวถลา จนถึง หน้ากระดานที่รองรับองค์ระฆัง ส่วนชั้นที่เป็นองค์ระฆังเป็นชั้นพรมหมรูปภูมิ เหนือองค์ระฆังตั้งแต่รัตนบัลลังก์ ปล้องไฉนจนถึงปลียอดเป็นอรูปภูมิ ส่วนที่สูงที่สุด เช่น เม็ดน้ำค้าง คือ พระนิพพาน

 นอกจากด้านปรัชญาแล้วยังมีแนวอภิธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องว่า เป็นกุศลจิตกับอกุศลจิต คือ แนวฐานของบัวคว่ำ เป็น อกุศลจิต แนวฐานบัวหงายเป็นกุศลจิต

ส่วนปล้องไฉน 12 ปล้อง ทางล้านนา เรียกว่า บัวลูกหมาก บางท่านเห็นว่าเป็นหลักธรรมข้อปฏิจสมุปบาท คือ ธรรมะที่บอกถึงเหตุและผลที่ต่อเนื่องอาศัยซึ่งกันและกัน เป็นธรรมะที่อาศัยกันเกิดขึ้นมี 12 ประการ ที่ตั้งและตำแหน่งของเขาพระสุเมรุนั้นดังนี้

  ภาพที่  4.7  แผนที่ซึ่งหลวงจีนเฮียวเน็นซิง เป็นผู้เขียนขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 12 เห็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญๆ หลายสายไหลวนลงมาจากภูเขาหิมาลัยอย่างชัดเจนที่มา  :  สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา น้ำบ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย

 ภาพที่  4.8  รูปตัดจากแผนที่ด้านบนนี้ ได้รูปภูมิจักวาล

 ที่มา  :  สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา น้ำบ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย

 

 ภาพที่  4.12  จักรวาลในไตรพระร่วงที่มีความเกี่ยวข้องกับองค์พระธาตุฯ

 ที่มา  :  ธีรวัส บาเพ็ญบุญบารมี โครงการธรรมศึกษาวิจัย จกฺกวาลทีปนี

 
You are here: Home การออกแบบวัดพระธาตุดอยสุเทพ