ประวัติวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

พระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่มที่ 2 หน้า 39 (2526) กล่าวไว้ว่า วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า “วัดดอยสุเทพ” เป็นวัดที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ได้กล่าวถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพว่า มีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นราชวรวิหาร ตั้งอยู่บนดอยสุเทพ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 3,051 ฟุต ตั้งอยู่เลขที่ 124 บ้านดอยสุเทพ หมู่ที่ 9 ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ 50000 มีที่ดิน เนื้อที่ 36 ไร่ อนึ่งวัดแห่งนี้สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย

ชื่อของดอยสุเทพนี้ เดิมทีเรียกกันหลายชื่อ นอกจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีชื่อ อุจฉุบรรพต ดอยอ้อยช้าง และดอยกาละ สาเหตุที่ได้ชื่อว่า “วัดพระธาตุดอยสุเทพ” จากการศึกษาพบข้อสันนิษฐานว่าเดิมมีพระฤๅษีตนหนึ่งชื่อวาสุเทพหรือสุเทวฤๅษี เชื่อกันว่ามีตัวตนจริง เพราะเป็นผู้สร้างนครหริภุญชัย เมื่อ พ.ศ. 1204 (ชินกาลมาลีปกรณ์) มาบำเพ็ญตบะอยู่บนเขาลูกนี้ คนทั้งหลายจึงเรียกชื่อภูเขาตามชื่อฤๅษีตนนั้น 

วัดพระธาตุดอยสุเทพมีประวัติสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1926 ในสมัยของพระเจ้ากือนามหาราช และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ. 2010 โดยมีตำนานที่เล่าเกี่ยวกับวัดพระธาตุดอยสุเทพไว้ว่า ในสมัยพระเจ้ากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์มังราย ครองราชย์

 พ.ศ. 1898–1928 ผู้ทรงมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากได้โปรดให้สร้างพระเจดีย์บนดอยสุเทพ โดยทรงนิมนต์พระมหาสุมนเถระจากเมืองสุโขทัย ให้มาประกาศศาสนาที่เมืองเชียงใหม่ และในครั้งนั้น พระมหาสุมนเถระได้นำเอาพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้ามาด้วย พระเจ้ากือนาเกิดความเลื่อมใสมาก จึงโปรดให้

มีพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุ เพื่อจะได้อัญเชิญไปบรรจุไว้ในสถูปเจดีย์วัดบุปผาราม ในขณะที่กระทำพิธีสรงน้ำ พระบรมธาตุอยู่นั้นเอง พระบรมธาตุได้แยกออกเป็นสองส่วน  

ภาพที่  2.1  พิธีสรงน้ำพระธาตุ   ที่มา  :  ภาพฝาผนังวิหารวัดพระธาตุดอยสุเทพ

พระเจ้ากือนากับพระสุมนะจึงได้พร้อมใจกัน ทำพิธีบรรจุพระบรมธาตุองค์ใหม่ไว้ที่วัดบุปผาราม หรือวัดสวนดอกในปัจจุบัน ส่วนพระบรมธาตุองค์เดิมนำไปประดิษฐานไว้ที่ดอยสุเทพ โดยเริ่มจากการอัญเชิญผอบพระบรมสารีริกธาตุขึ้นสถิตเหนือเศวตคชาธารช้างมงคลแล้ว อธิษฐานเสี่ยงช้างพระที่นั่งปล่อยไป หากพระบรมธาตุประสงค์จะสถิตอยู่ ณ ที่ใด ก็ขอให้ช้างมงคลหยุด ณ ที่แห่งนั้น และในระหว่างทางที่ช้างมงคลเดินทางไป ก็ได้หยุดเดินถึงสามครั้งทำให้เกิดชื่อของดอยช้างนูนและดอยงาม ครั้งที่สามถือเป็นครั้งสำคัญ เนื่องจากช้างมงคลได้ไต่เขาไปจนถึงยอดดอยวาสุเทพบรรพตแล้วร้องเสียงดังจนก้องสะท้านไปทั่วภูเขา เมื่อเดินประทักษิณ 3 รอบแล้วจึงคุกเข่าหมอบลง และทันทีที่อาราธนาพระบรมธาตุลงจากหลังแล้ว ช้างมงคลนั้นล้มลงในทันที ซึ่งหมายความว่าจะไม่ยอมเป็นพาหนะของผู้ใดอีก

 เหตุการณ์ในครั้งนั้น ปรากฏในพงศาวดารโยนกว่า “พระเจ้านครเชียงใหม่ทรงให้สร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุองค์หนึ่ง ซึ่งเสด็จมาใหม่ไว้ในวัดบุปผารามนั้น ส่วนพระบรมธาตุองค์เดิมซึ่งพระมหาสุมนะเถระนำมาจากเมืองสุโขทัยนั้น เมื่อจะแสวงหาที่อันสมควรสร้างพระสถูปเจดีย์จึงเชิญผอบพระบรมธาตุขึ้นสถิตเหนือพระคชาธาร อธิษฐานเสี่ยงช้างพระที่นั่งปล่อยไป ช้างทรงพระบรมธาตุนั้น บ่ายหน้าเดินออกประตูหัวเวียงไปขึ้นสู่ดอยอุจฉุบรรพต (ดอยสุเทพ) ไปถึงผาลาดก็หยุดรออยู่ครู่หนึ่ง ก็ขึ้นต่อไปจนถึงจอมเขาแล้วก็หยุดอยู่ ณ ที่นั้น พระเจ้านครพิงค์เชียงใหม่กับพระสุมนะจึงพร้อมใจกันสร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุนั้นไว้ ณ จอมเขาที่นั้น ในปีชวด อัฐศก จุลศักราช 748 พิศาขมาส เพ็ญวันพุธ จันทร์เสวยฤกษ์ 16 เป็นฤกษ์สถาปนาพระเจดีย์ธาตุสุเทพอันปรากฏอยู่ ณ จอมเขาหลังเมืองเชียงใหม่สืบมาจนทุกวันนี้” 

  ภาพที่  2.2  พิธีบรรจุพระบรมธาตุองค์ใหม่ไว้ที่วัดสวนดอก   ที่มา  :  ภาพฝาผนังวิหารวัดพระธาตุดอยสุเทพการสร้างเจดีย์ประดิษฐานพระบรมธาตุ เริ่มจากการขุดยอดดอยลึก 3 ศอก แล้วเอาแท่งหินใหญ่ 7 ก้อนมากรุเป็นผนังเหมือนหีบใบใหญ่ เมื่อนำพระบรมธาตุลงวาง

แล้วใช้หินถมทับให้แน่นหนาจนถึงปากแล้วจึงก่อสถูปสูง 5 วา ครอบปากหลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง พระเจดีย์องค์นี้สร้างเสร็จเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. 1928 โดยมีฐานเป็นรูปสี่

เหลี่ยมจัตุรัสด้านละ 3 วา สูง 7 วา รูปทรงเป็นแบบรามัญ ต่อมาในสมัยพระเมืองแก้ว ระหว่าง พ.ศ. 2038–2068 มีการเสริมองค์พระเจดีย์ใหม่โดยขยายฐานออกไปด้านละ 6 วา สูง 11 วา 

ในปี พ.ศ. 2088 มีการก่อสร้างวิหารและในปี พ.ศ. 2100 พระมหามงคลโพธิ เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างบันไดนาคซึ่งสูง 300 ขั้นทอดยาวขึ้นไปสู่วัด นอกจากนี้ในสมัยของพระเจ้ากาวิละมีการสร้างวิหารขึ้น 2 หลัง ทางทิศตะวันตกและตะวันออกของพระบรมธาตุ ตลอดจนทำการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระบรมธาตุด้วยการสร้างฉัตรโลหะปักไว้ที่มุมและสร้างรั้วเหล็กล้อมรอบองค์พระธาตุ นอกจากนี้ในรัชสมัยของพระเจ้าทรายคำ ประมาณปี พ.ศ. 2181 พระองค์ได้พระราชทานทองคำหนัก 1,700 บาท ให้ตีแผ่เป็นทองจังโกปิดพระบรมธาตุ 

 ภาพที่  2.3  การขุดยอดดอยลึก 3 ศอก   ที่มา  :  ภาพฝาผนังวิหารวัดพระธาตุดอยสุเทพ

จากนั้นได้สร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 สำเร็จสมบูรณ์ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2478 รวมระยะทางทั้งสิ้น 11 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 5 เดือน กับอีก 22 วัน โดยได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านทั่วภาคเหนือ และมีท่านครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ร่วมกับเจ้าแก้วนวรัฐซึ่งเป็นประธานฝ่ายฆราวาส 

อาคารเสนาสนะโบราณวัตถุและปูชนียวัตถุของวัดประกอบด้วยอุโบสถทรงล้านนา ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังภาพประวัติพระธาตุดอยสุเทพ พระวิหาร 2 หลัง ด้านทิศตะวันตกประดิษฐานพระพุทธ ด้านทิศตะวันออกประดิษฐานพระพฤหัส ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์จำนวน 30 หลัง ศาลาที่พักประชาชน หอฉัน สำนักชี ห้องสมุด หอพิพิธภัณฑ์ พระประธานในอุโบสถ พระพุทธรูปแบบพระสิงห์นั่งขัดสมาธิเพชร อนุสาวรีย์ช้างมงคล (ช้างพระที่นั่งของพระเจ้ากือนาที่บรรทุกโกศพระบรมธาตุเสี่ยงทายขึ้นมาบนดอยสุเทพ) อนุสาวรีย์พระสุเทวฤาษี บันไดนาคซึ่งตัวนาคยาวถึง 60 วา ตลอดจนปูชนียวัตถุที่สำคัญมากของวัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งได้แก่ พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของเจดีย์แบบสุโขทัยที่เข้ามาสู่อาณาจักรล้านนาในสมัยนั้น ลักษณะโดยละเอียดขององค์เจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุ คือ องค์เจดีย์มีเนื้อที่ฐานด้านละ 6 วา รวม 4 ด้าน เป็นเนื้อที่ 36 ตารางวา 

 ภาพที่  2.5  พิธีเฉลิมฉลองบวงสรวงพระธาตุ   ที่มา  :  ภาพฝาผนังวิหารวัดพระธาตุดอยสุเทพ

สำหรับสังเวียนเหล็ก (รั้วเหล็ก) ซึ่งมีขนาดด้านละ 7 วา นั้น ด้านตะวันออกมีซี่ 120 เล่ม ด้านตะวันตกมี

133 เล่ม ด้านใต้มี 130 เล่ม และด้านเหนือมี 120 เล่ม รวมทั้ง 4 ด้านเป็นจำนวน 503 เล่ม นอกจากนี้ มีปราสาทอยู่ทั้ง 4 มุม ราวเทียนอีกด้านละ 9 วา 3 ศอก

รวม 4 ด้านได้ 39 วา อนึ่ง ด้านตะวันออกมีประทีปทอง 29 ดวง ด้านตะวันตก ใต้ และเหนือมีทิศละ 27 ดวง ที่มุมทั้ง 4 มีอีกมุมละ 4 ดวง รวมทั้งหมดมี 113 ดวง

ทุกๆปี จะมีงานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยสุเทพซึ่งตรงกับวันเพ็ญ เดือน 6 และวันเพ็ญ เดือน 7 หรือวันวิสาขบูชา 

นอกจากปูชนียวัตถุสถานที่ได้กล่าวถึงข้างต้น วัดพระธาตุดอยสุเทพยังมีโบราณสถาน ในเขตระเบียงคดโดยรอบซึ่งได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 

ภาพที่  2.4  การสร้างเจดีย์ประดิษฐานพระบรมธาตุ     ที่มา  :  ภาพฝาผนังวิหารวัดพระธาตุดอยสุเทพ

นอกจากวัดพระธาตุดอยสุเทพ จะมีความสำคัญต่อจิตใจของประชาชนชาวเชียงใหม่ ในฐานะที่เป็นศาสนสถานอันควรเคารพแล้ว ยังมีความสำคัญทางด้านการศึกษาอีกด้วย คือมีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและแผนกบาลี อีกทั้งวัดนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์จากเหล่าเจ้านายผู้ครองเมืองมาโดยตลอด จึงทำให้วัดพระธาตุดอยสุเทพ ได้รับพระราชทานให้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2506  

 

ที่มา  :  ภาพฝาผนังวิหารวัดพระธาตุดอยสุเทพ

You are here: Home ประวัติ (History)